กฎหมาย หมายถึงอะไร

ปัจจัยสำคัญของสิ่งที่ทำให้การดำรงอยู่ของมนุษย์ มีการพัฒนาและเจริญก้าวหน้ามาจนถึงทุกวันนี้ ก็คือการอยู่รวมกันเป็นสังคม ซึ่งถือเป็นธรรมชาติที่มนุษย์ทุกคนต่างมีความรู้สึกและเห็นชอบที่จะรวมกลุ่มกัน โดยไม่ว่าสิ่งเหล่านั้นจะเกิดขึ้นจากสัญชาตญาณหรือสติปัญญาหรือไม่ก็ตาม

โดยปัจจุบัน สภาวะของสังคมได้มีการขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้น ตั้งแต่ สังคมในครอบครัว สังคมในหมู่บ้าน สังคมในที่ทำงาน ไปจนถึงระดับภูมิภาค และ ระหว่างประเทศ รวมไปถึงสังคมอื่น ๆ อีกมากมายที่ได้รับการสนับสนุนจากอำนาจการปกครอง แต่ไม่ว่าสังคมนั้นจะเป็นสังคมแบบใดก็ตาม ต่างล้วนต้องมี กฎ ไว้คอยควบคุมความประพฤติของสมาชิกหรือประชากร เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข บรรทัดฐานทางสังคมจึงเรียกสิ่งนี้ว่า กฎหมาย

กฎหมายหมายถึง

กฎหมายเป็น กฎ ที่สถาบันหรือผู้มีอำนาจสูงสุดในรัฐตราขึ้นไปเป็นผู้ตั้งขึ้น รวมไปถึงจารีตประเพณี ที่ได้รับการยอมรับมาตั้งแต่อดีต มาใช้ในการบริหารสังคมภายในประเทศ ให้ประชาชนปฏิบัติตามในข้อกฎหมายที่กำหนด เพื่อการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลหรือระหว่างบุคคลกับรัฐให้อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ

ประเภทของกฎหมาย

กฎหมายแต่ละแบบนั้น จะขึ้นอยู่กับว่าจะใช้เกณฑ์ใดเป็นที่ตั้ง ตัวอย่างเช่น การแบ่งประเภทกฎหมายจากเกณฑ์แหล่งกำเนิด โดยมีทั้งหมด 3 ประเภทคือ

1.กฎหมายเอกชน

กฎหมายเอกชน ( Private Law ) เป็น กฎหมายที่มีขึ้นจากการกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างเอกชนด้วยกันเอง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเนื้อหาข้อกำหนดในด้านสิทธิของประชาชน อาทิเช่น ความสัมพันธ์ภายในครอบครัว การหย่าร้าง การอุปถัมภ์ดูแล ไปจนถึงเรื่องหนี้สินภายในบ้าน เป็นต้น

2.กฎหมายมหาชน

กฎหมายมหาชน ( Public Law ) เป็น กฎหมายที่มีขึ้นจากการกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับพลเมือง เนื่องในโอกาสที่รัฐมีฐานะที่มีอำนาจเหนือกว่าประชาชนภายในประเทศ

3.กฎหมายระหว่างประเทศ

กฎหมายระหว่างประเทศ ( International Law ) หมายถึง กฎหมายที่มีขึ้นเพื่อกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐต่อรัฐด้วยกัน ซึ่งจะแยกออกตามความสัมพันธ์ได้ 3 สาขา คือ

  1. กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง
  2. กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล
  3. กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีอาญา

สรุปแล้วกฎหมายก็เปรียบได้เหมือนกับกติกาทางสังคม ที่มีการระบุถึงเนื้อหาให้ผู้อยู่ใต้อำนาจ หรือประชากรที่มีมติในการอยู่ร่วมกันนั้น ตกลงที่จะประพฤติปฏิบัติตาม ซึ่งในกฎหมายทุก ๆ ข้อนั้นล้วนมีจุดประสงค์ให้ประชาชนสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสอดคล้อง และ ไม่รุกรานต่อกัน นอกจากนี้กฎหมายยังมีบทลงโทษสําหรับผู้ที่ฝ่าฝืนให้ผู้ประพฤติผิดนั้น มีความสำนึกและจดจำให้ไม่อยากทำอีกในครั้งที่ 2 รวมถึงเพื่อเป็นการป้องกันแสดงตัวอย่างให้ผู้พบเห็นบทลงโทษ เกิดความเกรงที่จะกระทำผิด และมีความเคารพต่อกฏกติกาการอยู่ร่วมกัน