การทำร้ายร่างกายกรณีที่ไม่เป็นอันตรายกับเป็นอันตรายมีความแตกต่างกันอย่างไร

โทสะหรือความโมโหเป็นสิ่งที่คนไม่เคยฝึกฝนการควบคุม หรือไม่เคยมีการอบรมตนเองปลูงฝังทัศนคติที่ถูกต้อง ก็จะควบคุมตัวเองได้ยาก เราจึงมักเห็นเหตุทำร้ายร่างกายเกิดขึ้นมาเป็นข่าวได้บ่อย ๆ แม้ว่าสมัยนี้จะมีการศึกษาที่เน้นการปลูกฝัง ในเรื่องการระงับอารมณ์การใช้หลักและเหตุผลในการดำเนินชีวิต เพื่อก้าวข้ามความเป็นสัตว์ให้กลายผู้เจริญทางปัญญา

แต่ก็ยังมีคนอีกมากมายที่ยังไม่สามารถก้าวข้ามสิ่งเหล่านี้ได้ และร้ายแรงสุดอาจต้องลงเอยด้วยการทำร้ายร่างกายเพื่อสนองอารมณ์ ซึ่งกรณีต่าง ๆ นี้หากจะหาวิธีเพื่อเป็นการป้องกันและช่วยระงับไม่ให้เหตเหล่านี้เกิดขึ้นได้ง่าย จึงได้มีการออกกฎหมายเพื่อเป็นการลงโทษต่อผู้กระทำผิดให้หลาบจำสำนึกกับการกระทำที่ได้ทำลงไป หรือช่วยให้ผู้ที่ยังมิได้กระทำความผิดเกิดความเกรงกลัวและไม่กล้าลงมือกระทำ โดยการทำร้ายร่างกายแบ่งได้เป็นสองแบบหลัก ๆ ตามกฎหมาย คือ การทำร้ายร่างกายผู้อื่น กรณีที่เป็นอันตราย และ กรณีไม่เป็นอันตราย ซึ่งทั้งสองอย่างนี้จะแตกต่างกันอย่างไรมีดังต่อไปนี้

กรณีที่ไม่เป็นอันตราย

ตามมาตรา 391 ผู้ใดที่ใช้กำลังทำร้ายผู้ใดก็ตาม โดยไม่ถึงขั้นกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายร้ายแรงทั้งกายหรือจิตใจ ผู้นั้นต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ตัวอย่างเช่น

  • เหตุทะเลาะวิวาทตบตีโดยใช้มือเปล่าหรืออาวุธที่ไม่ร้ายแรง ซึ่งสร้างรอยบวมช้ำ รอยช้ำแดง รอยขีดข่วน หรือแผลถลอก ซึ่งใช้เวลาในการรักษาไม่กี่วันก็หายได้ จะถือว่าไม่เป็นอันตรายตามมาตรา 391 ฎ.440/2530 , 692/2535 , 370/2536 , 2192/2539

กรณีที่เป็นอันตราย

ตามมาตรา 295 ผู้ใดทำร้ายผู้อื่นจนถึงขั้นเป็นเหตุ ให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจของผู้อื่นอย่างรุนแรง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ
ตัวอย่างเช่น

  • เหตุทะเลาะวิวาทการทำร้ายร่างกาย โดยใช้มือเปล่าหรืออาวุธ ซึ่งสร้างรอยแผลเช่น แผลแตกจนมีโลหิตไหลออกมา หรือ กระดูกแตก กระดูกหัก ฟันหัก ถือเป็นความผิดตามมาตรา 295 ฎ.3089/2541
    การระงับโทสะได้ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะเป็นการระงับเหตุการณ์ต่าง ๆ ไม่ให้บานปลาย ด้วยความโมโหจนถึงขั้นต้องลงไม้ลงมือทำลายสิ่งของ หรือทำร้ายร่างกายบุคคลใกล้เคียง เพราะหากเราได้ลงมือกระทำไปแล้ว ย่อมไม่คุ้มกับในสิ่งที่ทำลงไปเมื่อต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งมีตั้งแต่การจำคุก การปรับทรัพย์สินหรือทั้งจำทั้งปรับเลยทีเดียว