ข้อควรระวังของการฟ้องเท็จ

ความผิดของการแจ้งข้อมูลเท็จ นั้นมีอยู่ด้วยกันหลายกรณีและหลายระดับความผิด โดยความผิดที่ร้ายแรงเป็นอย่างมากที่สุดนั่นก็คือ การให้ข้อมูลเท็จในกระบวนการฟ้องร้องต่อชั้นศาล ไม่ว่าจะเป็นการฟ้องเท็จหรือการเบิกความเท็จ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่มีความผิดอย่างร้ายแรงมาก โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในฐานะโจทก์ยื่นฟ้องก็อาจจะต้องกลับกลายเป็นจำเลยเสียเอง

มูลเหตุของการฟ้องเท็จนั้นก็สามารถเกิดขึ้นได้หลายสาเหต ไม่ว่าจะมีเป้าประสงค์เพื่อแสวงหาประโยชน์ต่อตนเองหรือไม่ว่าจะมีเป้าประสงค์เพื่อทำลายผู้อื่น ดังนั้นในทางกฎหมายจึงถือว่าการจะใช้สิทธิ์ทางศาลหรือกระบวนการแจ้งความดำเนินคดีอาญากับบุคคลใด ผู้ยื่นฟ้องนั้นจะต้องเป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายอย่างแท้จริง อันเป็นความเสียหายที่สอดคล้องกับกฎหมายอาญา

หากการฟ้องเท็จในกรณีที่มีเป้าประสงค์ของการทำร้ายผู้อื่น หรือกลั่นแกล้งผู้อื่นให้เกิดความเสียหายจะต้องมีกระทงความผิดเพิ่มมากขึ้น ตามเนื้อหาการกระทำซึ่งจำเลยของการฟ้องเท็จนั้นสามารถมีโอกาสที่จะถูกตัดสินลงโทษจำคุกได้สูงสุดถึง 7 ปี
อย่างไรก็ตามในกรณีที่มีความกังวลว่าข้อมูลที่ตนกำลังยื่นฟ้อง อาจจะไม่เป็นความจริงหรือสุ่มเสี่ยงต่อการถูกฟ้องข้อหาฟ้องเท็จได้ ในกรณีนี้ก็ควรมีการตรวจสอบให้แน่ชัดเสียก่อน รวมถึงควรมีทนายมาช่วยตรวจสอบการยื่นฟ้อง ให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมอย่างถูกต้อง หากมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดกลับกลายเป็นถูกตัดสินได้ว่าเป็นการเบิกความเท็จแล้วล่ะก็ ตัวของผู้ฟ้องเองนั่นล่ะที่จะกลายเป็นผู้รับผิดในท้ายที่สุด

โดยประมวลกฎหมายอาญามาตรา 175 ได้กล่าวไว้ว่าผู้ใดเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา หรือว่ากระทำความผิดร้ายแรงเกินกว่าที่เป็นจริง บุคคลผู้นั้นก็จะต้องถูกระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท และมาตรา 177 ผู้ใดมีการเบิกความอันเป็นเท็จ ในการพิจารณาคดีต่อศาล โดยที่ความผิดนั้นมีความสำคัญต่อคดี ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ทั้งนี้หากความผิดในการฟ้องเท็จ ได้กระทำในขณะที่มีการพิจารณาคดีอาญา ในกรณีนี้ก็จะยิ่งเพิ่มฐานความผิดยิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งอาจจะต้องจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 14,000 บาท ดังนี้แล้วจะเห็นได้ว่าเรื่องราวของการฟ้องเท็จนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ ทั้งการเจตนาและไม่เจตนา หรือเกิดขึ้นได้จากความบกพร่อง ไม่มีส่วนผสมของทั้งข้อเท็จจริง ซึ่งถือเป็นเรื่องที่อาจเกิดขึ้นได้และควรจะต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมาย หรือทนายเสียก่อนที่จะยื่นต่อกระบวนการทางศาล ก็จะปลอดภัยที่สุด