ความสำคัญของการรับรองบุตร จำเป็นอย่างไร

ชีวิตคู่นั้นเป็นเรื่องของความรัก เริ่มต้นจากความรู้สึกที่มิได้เกี่ยวกับข้องกับสิ่งอื่นใด หากทั้งสองรักกันด้วยความใจจริง ก็จะช่วยหนุนชีวิตคู่นั้นให้มั่นคงมากพอ หรือต่างฝ่ายต่างไว้ใจในความรัก ก็ย่อมลงเอยด้วยการแต่งงาน และจดทะเบียนสมรสกัน แต่บางครั้งฐานะทางการเงินหรือสภาพแวดล้อมอาจไม่เอื้ออำนวย ให้ใครหลายคนจดทะเบียนสมรสกันได้ รวมถึงกรณีที่พวกเขาอาจมีบุตรร่วมกัน ซึ่งสำหรับกรณีนี้กฎหมายก็คุ้มครองผู้ที่มิได้จดทะเบียนด้วยเช่นกัน เพื่อให้บุตรนั้นได้รับสิทธิตามปกติเหมือนที่บุตรคนอื่น ๆ มีกัน

บุตรของหญิงใดที่มิได้จดทะเบียนสมรส กับฝ่ายชาย บุตรคนนั้นถือเป็นเด็กที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้หญิงแต่เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1546 โดยการรับรองบุตรสามารถทำได้ 3 วิธี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1547 คือ

  1. เมื่อมารดาและบิดาจดทะเบียนสมรสกันในภายหลัง แม้การสมรสดังกล่าวจะเป็นโมฆะหรือโมฆียะก็ตาม
  2. ศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร ในกรณีบิดาไม่สมัครใจยินยอม
  3. บิดาได้จดทะเบียนรับรองว่าเด็กเป็นบุตร มีความหมายว่า ทะเบียนรับรองบุตร คร.11 สำนักงานเขตหรือที่ว่าการอำเภอ โดยที่ไม่ต้องจดทะเบียนสมรสกับมารดาของเด็ก แต่บุตรและมารดาของเด็กต้องไปแสดงความประสงค์ยินยอมต่อหน้านายทะเบียน ซึ่งในกรณีที่เด็กและมารดาไม่ยินยอม อาทิ มารดาอยู่ในสภาพวิกลจริตหรือถึงแก่ความตาย ส่วนกรณีเด็กนั้นไม่อาจแสดงเจตนาได้ เนื่องจากอายุน้อยเกินไป เป็นต้น นายทะเบียนจะไม่สามารถจดทะเบียนรับรองบุตรได้ จนกว่าจะมีคำสั่งของศาล

อย่างไรก็ตามการจดทะเบียนรับรองบุตรนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะจะทำให้บิดาเสียสิทธิในการปกครองเด็กอย่างชอบธรรมตามกฏหมาย อีกทั้งยังทำให้บุตรอาจต้องยุ่งยากแก่การพิสูจน์สิทธิในหลายกรณี ต้องขึ้นโรงขึ้นศาลเพื่อร้องให้ศาลพิสูจน์ความเป็นบุตรจริง ต้องเสาะหาหลักฐานและเอกสารอ้างอิงมายืนยัน ไปจนถึง อาจสูญเสียสิทธิในบางกรณีไปเลย

หากบิดามารดาต้องการที่จะยื่นเรื่องเพื่อรับรองบุตรโดยถูกต้องตามกฎหมาย ก็อย่าลืมนำเอกสารยืนยันตัวตน ทั้งบัตรประจำตัวประชาชน ทะเบียนบ้าน กับเอกสารในการยืนยันว่าเป็นบิดามารดาเด็ก เช่น สูติบัตรของบุตร หนังสือยินยอมของมารดาเด็ก หนังสือรับรองผลการเรียนของบุตร ไปจนถึงภาพถ่ายแสดงความสัมพันธ์ที่มีบิดา- มารดา บุตร หรือ ญาติ อยู่ภายในรูปไปยืนยันกับนายทะเบียนด้วย

นอกจากนี้ในกรณีที่มารดาได้เสียชีวิตแล้ว ก็ให้นำใบมรณะบัตรของมารดา และ ผลตรวจสารพันธุกรรมหรือ DNA ของสถานพยาบาลของรัฐ ไปด้วย