ประมวลกฎหมายที่เกี่ยวกับการ สู้คดีอำนาจปกครองบุตร

บุตร เป็นสิ่งมีค่าอันเป็นที่รักยิ่งของบิดาและมารดา ซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมชาติที่สร้างสรรค์มาให้เป็นเยี่ยงนี้อยู่แล้ว แต่ด้วยวิธีความเป็นอยู่ของมนุษย์ที่มีความหลากหลายซับซ้อนกว่าสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ จึงอาจทำให้เกิดความยุ่งยากไม่เข้าใจกัน และท้ายสุดอาจต้องลงเอยด้วยการเลิกลากัน

ซึ่งถ้าหากการเลิกลานั้นเป็นการเกิดขึ้นในช่วงที่ไม่มีบุตรต่อกัน ก็ถือเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะดำเนินการยากมากนัก แต่ในกรณีที่มีบุตรแล้วถือเป็นกรณีที่ยากลำบากยิ่ง ซึ่งนอกจากจะเป็นสิ่งที่กระทบกระเทือนต่อจิตใจของเด็กแล้ว ยังต้องเดินเรื่องถึงชั้นศาลเพื่อต่อสู้เรียกร้องขอสิทธิเลี้ยงดูบุตรด้วย ในกรณีที่ทั้งบิดาและมารดาไม่สามารถตกลงกันได้

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่น่าสนใจ

มาตรา 1522

หากสามีและภริยาหย่ากันโดยความยินยอม จะต้องทำความตกลงบันทึกแสดงอยู่ในสัญญาหย่าด้วย ว่าสามีภริยาทั้งสองฝ่าย หรือ สามีและภริยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จะออกเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรกันเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่

มาตรา 1564

ผู้เป็นบิดาและมารดาจะต้องเลี้ยงดูอุปการะ รวมถึงให้การศึกษาตามที่สมควร แก่ลูกผู้เป็นบุตรในระหว่างอยู่ในช่วงเป็นผู้เยาว์ และบิดามารดาจำต้องเลี้ยงดูบุตรซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้ว ในกรณีที่บุตรอยู่ในสถาพทุพพลภาพและไม่สามารถหาเลี้ยงตนเองได้

มาตรา 1566

บุตรที่ยังมิได้บรรลุนิติภาวะ จะต้องอยู่ในอำนาจปกครองของบิดามารดา โดยอำนาจปกครองของบิดาหรือมารดาจะขึ้นอยู่กับกรณีดังต่อไปนี้

  1. บิดาหรือมารดาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตาย
  2. สถานะ บิดา หรือ มารดา อยู่ในสถานะที่ไม่แน่นอน ซึ่งพิสูจน์ไม่ได้ว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่
  3. บิดา หรือ มารดา ป่วยเป็นโรคจิตฟั่นเฟือนซึ่งต้องเขารับการรักษาในโรงพยาบาล
  4. บิดา หรือ มารดา ถูกศาลสั่งให้เป็นบุคคลไร้ความสามารถ หรือ บุคคลเสมือนไร้ความสามารถ
  5. ทั้ง บิดา และ มารดา สามารถตกลงกันตามที่กฎหมายกำหนดบัญญัติไว้ให้ตกลงกันได้
  6. ศาลพิจาราณาแล้วสั่งให้อานาจให้แก่บิดาหรือมารดาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 515/2560

เมื่อโจทก์ทั้งสองมิได้มาดูแลเอาใจใส่ผู้เยาว์ รวมถึงมิได้มีการช่วยค่าอุปการะเลี้ยงดู และไม่เดินทางมาเยี่ยมผู้เยาว์ตามสมควร ทำให้ผู้เยาว์แม้รู้ว่าโจทก์ทั้งสองเป็นบิดามารดา แต่ไม่รู้สึกว่ามีความสัมพันธ์อบอุ่นใกล้ชิด ตรงกันข้าม ผู้เยาว์กลับมีความรู้สึกหวาดกลัวที่จะต้องไปอาศัยอยู่กับโจทก์ทั้งสอง และยิ่งกว่านั้นการที่โจทก์ที่ 2 ใช้กำลังหักหาญแย่งชิงตัวผู้เยาว์ ทำให้ผู้เยาว์เกิดอาการตกใจหวาดกลัว เครียดไปจนถึงรู้สึกวิตก หากจะต้องไปอยู่กับโจทก์ทั้งสอง ซึ่งอาการผิดปกติทางจิตใจแสดงออกให้เห็นได้ทางพฤติกรรม และอาจมีโอกาสที่จะพัฒนาไปสู่โรคทางจิตเวชได้

ดังนั้นจึงจำเป็นต้องจัดการแก้ไข ให้สภาพการใช้ชีวิตของผู้เยาว์กลับสู่สภาวะปกติ โดยให้ผู้เยาว์ได้อยู่อาศัยในสถานที่อันเหมาะสม การกระทำดังกล่าวของโจทก์ทั้งสองจึงถือเป็นการใช้อำนาจปกครองเกี่ยวกับตัวผู้เยาว์โดยมิชอบทันที แม้ญาติของผู้เยาว์หรืออัยการจะมิได้ร้องขอก็ตาม

เพราะศาลมีอำนาจถอนอำนาจปกครองบางส่วนของโจทก์ทั้งสองได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1582 วรรคหนึ่ง และเมื่อพิจารณาถึงความผาสุกของผู้เยาว์แล้ว จึงเห็นสมควรให้ถอนอำนาจปกครองของโจทก์ทั้งสองเฉพาะที่เกี่ยวกับการกำหนดที่อยู่อาศัยของผู้เยาว์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1567 (1) และตั้งจำเลยทั้งสองเป็นผู้ปกครองผู้เยาว์ ในส่วนที่เกี่ยวกับการกำหนดที่อยู่อาศัยของผู้เยาว์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1585 วรรคหนึ่ง