ขั้นตอนสำคัญในการพิจารณาคดีล้มละลายในมาตรา 14

การพิจารณาคดีล้มละลายตามคำฟ้องของเจ้าหนี้ มาตรา 14 ศาลจะต้องพิจารณาเอาความจริงตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 9 หรือในมาตรา 10 และเมื่อพิจารณาจนได้ความจริงแล้ว ศาลจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์สินอันเป็นของลูกหนี้ไว้อย่างเด็ดขาด แต่หากพิจาราณาแล้วไม่เป็นความจริง หรือ ลูกหนี้นำสืบได้ว่าอาจชำระหนี้ได้ทั้งหมด หรือมีเหตุอื่นเหตุใดก็ตามที่ไม่สมควรให้ลูกหนี้อยู่ในสถานะล้มละลาย จึงให้ศาลยกฟ้อง

ขั้นตอนการค้นหาความจริงของคดีความว่า ลูกหนี้มีคุณสมบัติและองค์ประกอบครบและสมควรแก่การถูกฟ้องคดีล้มละลายหรือไม่

1. ผู้เป็นเจ้าหนี้จะสืบหาความจริงให้ได้ตามมาตรา 9 หรือมาตรา 10 ว่าลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว เป็นหนี้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์คนเดียว หรือ หลายคน อันมีจำนวนหนี้ไม่น้อยไปกว่า 1,000,000 บาท กรณีที่ลูกหนี้เป็นบุคคลธรรมดา หรือไม่น้อยกว่า 2,000,000 บาท ในกรณีที่ลูกหนี้เป็นนิติบุคคล และเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้แน่นอน หากเป็นกรณีเจ้าหนี้มีประกันก็ต้องนำสืบให้ได้ความ ตามมาตรา 10
ทั้งนี้เมื่อสืบแล้วพบว่าไม่มีคุณสมบัติครบ หรือ เห็นพิสูจน์จนทราบได้ชัดแล้วว่าลูกหนี้อาจชำระหนี้ได้ทั้งหมด หรือมีกรณีที่เป็นเหตุให้ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลาย ศาลจะยกฟ้องทันที แต่ถ้าหากสืบแล้วพบว่า มีคุณสมบัติครบ ศาลจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด

ขณะเดียวกัน ลูกหนี้ก็มีสิทธินำพยานเข้าสืบตามข้อต่อสู้ได้เช่นกัน ประกอบไปด้วย

  • หากชี้แจงว่าไม่ได้ความจริงตามมาตรา 9 หรือมาตรา 10 หมายถึง ไม่ได้เป็นหนี้กับโจทก์ หรือไม่ได้เป็นบุคคลที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว เป็นต้น
  • ลูกหนี้นำสืบว่าอาจชำระหนี้ได้ทั้งหมด
  • ลูกหนี้มีเหตุผลอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลาย

2 ขณะที่กำลังพิจารณาคำฟ้องของเจ้าหนี้อยู่ และก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด หากลูกหนี้มีพฤติกรรมอันไม่น่าไว้วางใจ ซึ่งส่อถึงการโยกย้ายทรัพย์สิน ผู้เป็นเจ้าหนี้มีสิทธิในการยื่นคำขอฝ่ายเดียวได้ ผ่านการทำเป็นคำร้องขอให้พิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ชั่วคราว ซึ่งจะส่งผลให้ศาลเรียกตัวลูกหนี้มาทำการไต่สวนโดยทันที และเมื่อเห็นว่าคดีมีมูลจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ชั่วคราว ศาลจะช่วยลดทอนความเสียหายของเจ้าหนี้ได้ในระดับหนึ่ง

3. เมื่อศาลสรุปและออกคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเป็นที่เรียบร้อย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะเข้าไปดูแล และควบคุม กิจการหรือทรัพย์สิน หรือสิทธิต่าง ๆ แทนผู้เป็นลูกหนี้ในทันที ไปจนถึงการช่วยเหลือในการดำเนินการทางคดีแพ่ง การฟ้องร้อง ต่อสู้คดี รวมถึงการช่วยประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับทรัพย์สินที่เป็นของลูกหนี้ด้วย ลูกหนี้จะต้องส่งมอบทรัพย์สิน เอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับทรัพย์สินหรือกิจการของลูกหนี้แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ อย่างถูกต้องตามข้อมูลจริง หากพบว่ามีการลักลอบภายหลัง จะต้องรับโทษอาญาปรับหรือจำคุกหรือทั้งจำทั้งปรับ แล้วแต่ดุลพินิจของศาล

4.นำสู่ขั้นตอนที่บรรดาเจ้าหนี้จะนำหลักฐานความเป็นเจ้าหนี้เพื่อขอรับการชำระหนี้ แจ้งแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

5.เข้าสู่ขั้นตอนการไต่สวนลูกหนี้โดยศาล

6.เริ่มกระบวนการจัดสรรทรัพย์สินตามข้อตกลง