ว่าด้วยเรื่องของ หนี้ภาษีอากร

ภาษีอากร เป็นชื่อเรียกภาษีชนิดหนึ่งที่มีความหมายว่า จำนวนเงินที่รัฐบังคับจัดเก็บจากบุคคลอันมีลักษณะที่รัฐ ไม่มีเหตุต้องผูกพันในการจ่ายผลตอบแทนโดยตรงให้แก่ผู้เสียภาษีเหล่านั้น ซึ่งในปัจจุบันรัฐจะเก็บภาษีอากรในรูปของ “เงินสด” เท่านั้น แต่ในบางกรณีที่ผู้เสียภาษีอากรไม่ยอมชำระ หรือติดค้างไว้ อาจจำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีการเป็น การยึดทรัพย์เพื่อนำทรัพย์เหล่านั้น มาขายทอดตลาดแทน และนำเงินสดหรือมูลค่าเม็ดเงินที่ได้ มาชำระภาษีอากรแทน

รัฐเอาเงินภาษีอากรไปทำอะไร ?

เงินภาษีอากรที่ได้มา รัฐจะนำไปใช้ในการบริหารการจัดการ รวมถึงการสร้างสรรค์บริการเพื่ออำนวยความสะดวก พร้อมกับสร้างความผาสุกแก่ประชาชนภายในประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการพัฒนาและสนับสนุนในสิ่งที่จำเป็น เช่น การศึกษา โครงสร้างพื้นฐาน ความเป็นอยู่และสุขพลานามัย สาธารณสมบัติ เสริมสร้างระบบเศรษฐกิจ ไปจนถึงสวัสดิการที่ประชาชนควรจะได้รับ ความมั่นคงภายใน (ตำรวจ) ความมั่นคงภายนอก (กลาโหม-ทหาร) ในทำนอง “ขจัดทุกข์ บำรุงสุข” ของประชาชนโดยส่วนรวม และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาประเทศให้ยั่งยืนเจริญก้าวหน้า ซึ่งถือเป็นหน้าที่ของประชาชนพลเมือง ที่เมื่อมีรายได้เกิดขึ้นโดยเป็นปริมาณอัตรารายได้ตามที่กำหนดไว้ในกฏหมาย ก็จะต้องมีส่วนร่วมในการชำระภาษี ซึ่งถือเป็นระบบสำคัญที่หล่อเลี้ยงให้ประเทศสามารถดำเนินความมั่นคงต่อไปได้

หนี้ภาษีอากร

กรณีที่ไม่ได้มีการรแจ้งการประเมินมายังลูกหนี้ทราบ

สำหรับความเป็นหนี้ ในกรณีที่เจ้าพนักงานประเมินได้ตรวจสอบและทำการประเมินแล้ว แต่ยังมิได้มีการแจ้งการประเมินมายังลูกหนี้ทราบ จะถือว่าเป็นหนี้ที่กำหนดจำนวนไม่ได้แน่นอน เพราะฉะนั้นโจทก์ไม่มีสิทธิในการนำหนี้มาฟ้องให้จำเลยล้มละลาย

ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1252/2531

หนี้ภาษีอากรอันโจทก์ประเมิน แต่มิได้มีการแจ้งการประเมินให้แก่จำเลยรับทราบโดยชอบ ส่งผลให้จำเลยไม่อาจใช้สิทธิอุทธรณ์การประเมินภาษีอากร ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้ ถือเป็นหนี้ที่ไม่อาจกำหนดจำนวนได้แน่นอนตามมาตรา 9(3) ของ พ.ร.บ. ล้มละลาย พุทธศักราช 2483 เนื่องจากอาจถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไขไป หรือเพิกถอนโดยคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะนำหนี้เหล่านี้มาฟ้องให้จำเลยล้มละลายได้

กรณีที่มีการแจ้งการประเมินมายังลูกหนี้ทราบแล้ว

อ้างอิงตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1252/2531 หากตรวจสอบ มีการทำประเมินและได้แจ้งประเมินให้แก่ลูกหนี้ทราบแล้ว ซึ่งลูกหนี้ไม่อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ภายในระยะเวลาที่กำหนด หนี้ภาษีอากรเหล่านั้น จะกลายเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้แน่นอน หรือลูกหนี้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แล้ว ได้ผลคำวินิจฉัยชี้ขาดให้ลูกหนี้ชำระภาษีอากร ถือว่าเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้แน่นอน