การโอนที่ดินโดยมีเจตนาลวง ให้ญาติหรือคนใกล้ตัวนำไปจำนอง สามารถฟ้องขอให้เพิกถอนได้หรือไม่

หากพูดถึงการทำสัญญาซื้อขายที่มีความเสี่ยงต่อการถูกฉ้อโกงมากที่สุด ก็คงหนีไม่พ้นการซื้อขายที่ดิน ซึ่งปัจจุบันเราสามารถเห็นคดีเหล่านี้ได้บ่อยครั้งตามหน้าข่าว เนื่องจากเป็นการซื้อขายที่มีมูลเหตุมากมายที่อำนวยต่อการฉ้อโกง อันเป็นเรื่องยากที่คนทั่วไปที่ไม่ได้มีการศึกษาวิธีการซื้อขายที่ดินไว้ก็อาจจะโดนโกงได้อย่างง่าย ๆ เพราะฉะนั้นหากยังไม่แน่ใจซื้อขายควรปรึกษาผู้มีความรู้ หรือทนายไว้ก่อน ซึ่งแม้อาจจะมีค่าปรึกษาบ้าง แต่ก็ถือเป็นการป้องกันตัวที่คุ้มค่าเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อตนเองได้นั่นเอง

ในกรณีที่เจ้าของไม่มีประวัติหรือเครดิตที่น่าเชื่อถือ พอต่อการกู้เงินจากธนาคาร วิธีเดียวที่จะสามารถทำได้นั่นก็คือ การโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่คนใกล้ตัวที่ไว้ใจนำที่ดินไปจำนอง โดยมีข้อตกลงคือผู้ที่ได้รับโอนที่ดินไปจะต้องช่วยกันออกค่าผ่อนชำระแก่ทางธนาคารคนละครึ่ง เมื่อหมดแล้วจึงจะแบ่งที่ดินครึ่งหนึ่งให้ แต่ระหว่างนั้นต้องทำสัญญาเช่าที่ดินกับผู้กู้ประกัน เพื่อต้องการใช้ผู้รับโอนช่วยชำระหนี้จนหมดตามสัญญา แต่เมื่อผู้เป็นเจ้าของที่ดินเก่าดันไม่ชำระหนี้ตามกำหนดที่วางไว้ ผู้ที่รับโอนมาซึ่งเป็นผู้กู้ และมีชื่ออยู่ในโฉนดที่ดิน จึงนำสัญญาเช่ามายื่นฟ้องต่อศาลเพื่อขับไล่เจ้าของที่เก่า

ผู้ที่โอนที่ดินโดยมีเจตนาลวง เพื่อให้ญาติหรือคนใกล้ตัว นำที่ดินไปจำนอง สามารถฟ้องขอให้เพิกถอนได้หรือไม่ ?

มาตราที่น่าสนใจ

มาตรา 173

หากมีส่วนใดของนิติกรรมเป็นโมฆะ นิติกรรมนั้นย่อมเป็นโมฆะทั้งสิ้น ยกเว้นในกรณีที่พึงสันนิษฐานได้ว่า พฤติกรรมแห่งกรณีเป็นไปโดย คู่กรณีมีเจตนาให้ส่วนที่ไม่เป็นโมฆะแยกออกมาเป็นอีกส่วนหนึ่งนอกจากส่วนที่เป็นโมฆะ

มาตรา 155

การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเป็นโมฆะ ส่วนการนำเรื่องยกเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริต ซึ่งต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวง ถือมิได้ หากการแสดงเจตนาลวงตามวรรคหนึ่ง ทำขึ้นเพื่ออำพรางนิติกรรมอื่น ให้เปลี่ยนมาใช้บทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับนิติกรรมที่ถูกอำพรางมาใช้บังคับแทน

เมื่อสรุปแล้วศาลเห็นว่า จุดประสงค์มิได้มีเจตนาแท้จริงให้ผูกพันกัน

ส่วนใหญ่แล้ว การโอนที่ดินโดยเจตนาหลอกลวง ซึ่งพิจารณาแล้วว่ามิได้มีเจตนาแท้จริงให้ผูกพันกัน จะถือเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๕ วรรคหนึ่ง นอกจากนี้ฎีกาที่จำเลยขอให้ยกฟ้องนั้นมีเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น รวมไปถึงรายละเอียดปลีกย่อยต่าง ๆ ในการเปลี่ยนแปลงผลของคดี ศาลจึงไม่มีเหตุจำเป็นต้องวินิจฉัยในส่วนนี้