ข้อกฏหมายว่าด้วยการยักยอก

การยักยอกทรัพย์นั้น นอกจากจะเกิดขึ้นได้จากพฤติกรรมไม่ประสงค์ดี หรือเกิดขึ้นจากความมุ่งหมายเบียดบังทรัพย์สินแล้ว การยักยอกทรัพย์ยังเป็นเรื่องที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้บ่อย เนื่องจากมีการใช้กลอุบายหรือใช้การปกปิดเข้ามาร่วมด้วยได้ มันจึงทำให้ผู้กระทำผิดมักมีความเชื่อว่าตนเองจะมีกลวิธีในการยักยอกสำเร็จ หรือทำได้แม้กระทั่งการแอบขโมย หรือการเบิกทรัพย์สินส่วนกลางไปแล้วไม่นำส่งคืน อีกทั้งยังเป็นเรื่องที่มีการกระทำความผิด แยกเป็นหลายกรรมหลายวาระสะสมกัน

ในกรณีที่เป็นการกระทำความผิด อันประกอบด้วยหลายกรรมหลายวาระ มักจะเป็นเรื่องของการทยอยยักยอกทีละส่วน อาศัยการที่ผู้เสียหายยังไม่สามารถรับรู้ สะสมความผิดต่างวันต่างเวลา และต่างปริมาณการยักยอก ซึ่งในกรณีนี้กฎหมายได้กำหนดเอาไว้ให้ศาลลงโทษผู้กระทำผิด ให้ครบทุกกรรมแยกออกเป็นกระทงความผิดไป แต่ในกรณีที่เมื่อรวมทุกกระทงแล้ว ความผิดนั้นจะต้องรวมกันไม่เกิน 10 ปี โดยอ้างอิงตามข้อกฎหมายอาญา มาตรา 91

และหากการยักยอก มีผู้เข้าร่วมกระทำผิดร่วมมือกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป อันความร่วมมือกันนั้นบ่งชี้ได้จากลักษณะของพฤติการณ์ความผิด ไม่ว่าจะเป็น มีการร่วมกันวางแผน มีการแบ่งหน้าที่ปฏิบัติการ หรือมีการนำทรัพย์สินที่ยักยอกนั้นมาแบ่งปันต่อกัน ก็จะถือได้ว่าเป็นผู้ที่ได้ร่วมกระทำความผิด และต้องระวางโทษตามที่กฎหมายระบุเอาไว้

อย่างไรก็ตามคดียักยอกทรัพย์ ถือเป็นเรื่องของความผิดอาญาต่อส่วนตัว โดยเป็นความผิดอันยอมความได้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 96 และหากผู้เสียหายไม่ทำการร้องทุกข์ภายใน 3 เดือน นับระยะเวลาตั้งแต่วันที่รู้ความผิด และรู้ตัวผู้กระทำความผิด กรณีนี้จะต้องถือว่าขาดอายุความ ดังนี้แล้วจึงถือเป็นเรื่องที่ไม่ควรนิ่งนอนใจ หากผู้เสียหายมีพฤติกรรมความผิดของการยักยอกทรัพย์ ก็จะต้องรีบดำเนินการฟ้องร้องเอาผิดโดยทันที ไม่ควรลังเลหรือประวิงเวลา ไม่เช่นนั้นแล้วหากพ้นระยะเวลา 3 เดือน จะไม่สามารถฟ้องร้องเอาผิดได้

โดยระยะเวลา 3 เดือนนี้ หมายถึงนับตั้งแต่วันที่ตรวจพบและรู้ตัวผู้กระทำความผิด ซึ่งความผิดนั้นจะเกิดขึ้นเมื่อใดก็ตาม ก็จะต้องอยู่ภายใต้บังคับอายุความตามมาตรา 95 ด้วย เช่นนั้นแล้วไม่ว่าจะเป็นการร้องทุกข์ หรือการใช้สิทธิฟ้องคดีเอง ก็จะต้องกระทำภายในกำหนดอายุความ 10 ปี ตามมาตรา 95 วงเล็บ 3

นอกจากนี้หากการยักยอกทรัพย์อันเกิดขึ้น จากการได้รับทรัพย์นั้นมาอยู่ภายในความครอบครองโดยสาเหตุจากมีผู้อื่นนำมาส่งมอบให้อีกต่อหนึ่ง โดยสำคัญผิดไม่ทราบที่มาของทรัพย์สินหรือว่ามีการยักยอกจากการไปพบเจอทรัพย์สินนั้นตกอยู่ และนำเก็บมาไว้กับตน ในกรณีนี้ผู้กระทำการเก็บทรัพย์นั้นไว้ จะต้องระวางโทษแต่เพียงกึ่งหนึ่งเท่านั้น หากสามารถพิสูจน์ได้ว่ามีความสำคัญผิดจริง