คดีฉ้อโกง

การเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์หรือทรัพย์สิน หากผู้เกี่ยวข้องไม่มีจริยธรรมและศีลธรรมก็เป็นเรื่องง่ายที่จะถูกกระตุ้นด้วยความโลภให้เกิดพฤติกรรม ทุจริต ฉ้อโกง หลอกลวง ไม่ว่าจะด้วยกลวิธีใดหรืออาศัยการบิดเบือนสร้างความเท็จ หรือปกปิดความจริง โดยหากการดังกล่าวส่งผลกระทบต่อทรัพย์สินของผู้เสียหายหรือบุคคลที่ 3 บุคคลผู้ที่กระทำการฉ้อโกงนั้นจะต้องได้รับโทษตามกฎหมาย
ประมวลกฎหมายอาญาที่เกี่ยวข้องได้กำหนดเอาไว้ ในแต่ละประเด็นสำคัญดังนี้

มาตรา 341

บุคคลใดกระทำการโดยทุจริต หรือใช้การหลอกลวงบุคคลอื่น ผ่านการแสดงข้อมูลอันเป็นเท็จ รวมไปถึงหากบุคคลใดมีการปกปิดข้อมูลความจริงใด ๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ตนเองมีหน้าที่ควรบอกหรือแจ้งความเป็นจริงให้ทราบ สิ่งนั้นย่อมถือว่าเป็นการหลอกลวงโดยได้ไปซึ่งทรัพย์สินของผู้เสียหาย หรือของบุคคลที่ 3 อันหมายถึงผู้ที่ถูกหลอกลวง

นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการกระทำที่มีการหลอกลวง ให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม กระทำการทำลายผลประโยชน์ ปิดหรือถอนเอกสารสิทธิ บุคคลผู้ที่กระทำการหลอกลวงนั้น จะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาทหรืออาจได้รับโทษทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 342

ผู้ที่กระทำการทุจริตหลอกลวง หรือมีพฤติกรรม แสดงตัวว่าเป็นบุคคลอื่น หรืออาศัยความด้อยวุฒิภาวะ หรือเบาปัญญาของผู้ถูกหลอกลวง ไม่ว่าจะเป็นการหลอกลวงผู้ที่มีความอ่อนแอแห่งจิต หรือเป็นการหลอกลวงผู้ที่เป็นเด็กหรือผู้เยาว์ บุคคลที่กระทำการหลอกลวงนั้นจะมีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากนี้ในมาตรา 343 ได้เชื่อมโยงเนื้อหาของความผิดที่เกิดขึ้นจากมาตรา 341 เอาไว้ว่าหากบุคคลใดได้กระทำความผิด อันเป็นไปโดยพฤติกรรมตามมาตรา 341 และการกระทำนั้นมีการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชน หรือใช้กลวิธีปิดบังความเป็นจริงที่ควรเปิดเผยแก่ประชาชน จะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

อย่างไรก็ตามการกระทำความผิดในวรรคแรก หากต้องด้วยลักษณะดังกล่าวในมาตรา 342 และเป็นไปตามอนุมาตราหนึ่งอนุมาตราใดด้วย ก็จะมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 1,000 บาทไปจนถึง 14,000 บาท

มาตรา 348

ให้ถือว่าความผิดในข้อหาฉ้อโกงหลอกลวง ที่มีพฤติกรรมอันเป็นไปนอกเหนือจากความผิดที่กำหนดเอาไว้ตามมาตรา 343 จะเป็นเรื่องที่ผู้เสียหายสามารถยอมความได้

หมายเหตุ

การกระทำการฉ้อโกงหรือทุจริตใด ๆ ก็ตาม หากมีพฤติกรรมอันเกิดขึ้นหลังจากรับมอบทรัพย์สินแล้วจะไม่ถือว่าเป็นความผิดฐานฉ้อโกง ทว่าถ้าหากมีพฤติกรรมที่ส่อเจตนาและพิสูจน์ได้ว่ามีลักษณะความผิดจริง ๆ ในการคิดเบียดบังเอาทรัพย์สินนั้นมาไว้เป็นของตน ความผิดนี้ก็จะถูกพิจารณาเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์

นอกจากนี้การนำทรัพย์สินมาคืนหลังจากถูกตรวจสอบได้ ว่ามีพฤติกรรมฉ้อโกง จะไม่สามารถหักล้างการรับความผิดโทษฐานฉ้อโกงได้