ข้อกฏหมายเกี่ยวกับสัญญาโดมิเนียม

ด้วยสภาพสังคมในปัจจุบันที่ค่อนข้างวุ่นวาย และเศรษฐกิจที่แข่งขันอย่างเข้มข้นกันอยู่เสมอ ทำให้บ้านกลายเป็นสิ่งที่ประชาชนเข้าถึงได้ยากมากยิ่งขึ้น ทั้งเรื่องที่ดินและค่าก่อสร้างอาคาร ซึ่งรวมแล้วค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่จึงหันไปให้ความสนใจกับคอนโดแทน เนื่องจากคอนโดเป็นที่อยู่อาศัยที่ค่อนข้างเรียบง่ายและสะดวกสบาย พื้นที่ห้องมีขนาดกว้าง และสะดวกต่อการตกแต่งให้ทันสมัย

นอกจากนี้ผู้คนมากมายยังชอบในเรื่องของสิ่งอำนวยความสะดวก ที่ครบวงจร คอนโดจึงกลายเป็นเหตุผลที่ตอบโจทย์กว่าการซื้อบ้านเป็นหลัง แต่อย่างไรก็ตามการซื้อขายคอนโด ก็ยังมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกับการซื้อขายทั่ว ๆ ไปนั่นก็คือ การใช้หนังสือสัญญาเป็นหลักฐาน ซึ่งบางครั้งอาจมีเหตุให้ต้องผิดสัญญาก่อนการซื้อขายจะแล้วเสร็จได้

คดีคอนโดมิเนียมเกี่ยวกับการผิดสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด

หมายถึง เหตุที่การสร้างยังไม่แล้วเสร็จ หรืออาจล่าช้ากว่ากำหนด ซึ่งผู้จะซื้อสามารถเรียกค่าเสียหายได้ดังต่อไปนี้

  1. กฎหมายได้กำหนดให้สัญญาจะซื้อจะขาย ต้องมีการระบุเงื่อนไขให้ผู้ขายจ่ายค่าปรับให้กับผู้ซื้อเป็นรายวันหากผิดสัญญา ในอัตราวันละ 0.01% ของราคาซื้อขาย จนกว่าการสร้างจะแล้วเสร็จและส่งมอบให้ลูกค้า หรือแล้วแต่ตกลงเป็นรายกรณีไปได้
  2. ผู้ที่จะซื้อ มีสิทธิขอยกเลิกสัญญารวมทั้งขอคืนเงินจอง เงินมัดจำ เงินดาวน์ และเรียกดอกเบี้ยร้อยละ 7.5% ต่อปีคืนได้ โดยนับจากวันเริ่มต้นชำระเงินแต่ละงวด
    เงินหมายถึง
  3. เงินดาวน์ หมายถึง เงินที่ต้องจ่ายให้เป็นงวด ๆ ไป หลังจากวันทำสัญญาเสร็จสิ้น เพื่อเป็นการชำระหนี้บางส่วนก่อนถึงกำหนดวันซื้อขาย
  4. เงินมัดจำ หมายถึง เงินที่ต้องจ่ายให้ ในวันทำสัญญา เพื่อใช้เป็นเงินประกันของผู้จะซื้อว่าจะปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขาย
  5. เงินจอง คือ เงินที่ต้องจ่ายให้ ในก่อนวันทำสัญญา เพื่อเป็นประกันของผู้จะซื้อว่าจะมาทำสัญญาจะซื้อจะขายกับผู้จะขาย

อายุความ

ระยะเวลา10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30
เนื้อที่

หากมีการขาดหรือล้ำ เกินกว่าร้อยละ 5 ของเนื้อที่ทั้งหมด ผู้ซื้อมีสิทธิในการปฏิเสธ หรือรับเอาไว้และใช้ราคาตามส่วนก็ได้ แล้วแต่ประสงค์จะเลือก ตาม ป.พ.พ.มาตรา 466

เอกสารที่ต้องเตรียมการยื่นคำฟ้อง

  • สัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด
  • ทะเบียนบ้าน บัตรประจำตัวประชาชน ผู้จะซื้อ
  • ใบเสร็จรับเงิน (มัดจำ เงินจอง เงินดาวน์)
  • ภาพถ่ายสภาพห้องชุด และตัวอาคาร
  • หลักฐานการโฆษณาของผู้จะขาย เช่น โฆษณา โบรชัวร์ เว็บไซต์ เป็นต้น
  • หนังสือรับรองบริษัท หนังสือมอบอำนาจ ผู้จะขาย
  • หนังสือบอกเลิกสัญญา
  • เอกสารยืนยันการไม่อนุมัติเงินจากธนาคาร(หากมี)
  • บันทึกเพิ่มเติมแนบท้ายสัญญา(หากมี)
  • หนังสือมอบอำนาจ(หากมี)