คำพิพากษาฎีกา ต่อสู้คดีครอบครองปรปักษ์เพื่อการใช้ประโยชน์ โดยไม่ตั้งอสังหาริมทรัพย์

คำพิพากษาฎีกา ต่อสู้คดีครอบครองปรปักษ์เพื่อการใช้ประโยชน์ โดยไม่ตั้งอสังหาริมทรัพย์

คดีความเกี่ยวกับการครอบครองที่ดินโดยปรปักษ์นั้น สามารถมีพฤติการณ์แห่งการครอบครองแบ่งออกได้มากมายหลายกรณี ดังนั้นการศึกษาตัวอย่างคำพิพากษาของศาลฎีกา จึงมีแง่มุมที่หลากหลายเป็นอย่างมากที่ต้องศึกษาเพิ่มเติม โดยเฉพาะกรณีที่มีการครอบครองใช้พื้นที่ในลักษณะที่ไม่ได้มีการสร้างอสังหาริมทรัพย์เอาไว้

ตัวอย่างการพิพากษาศาลฎีกาที่ 988 2/2560

จำเลยได้กล่าวคำให้การและมีการฟ้องแย้งว่า ที่ดินมีความยาว 35 เมตรมีความกว้าง 11 เมตรจำเลยได้มีการใช้ทางพิพาทนี้มาโดยตลอด ซึ่งทางที่พาดกว้าง 11 เมตรนี้ มีระยะความยาวจากที่ดินจำเลย ไปถึงจดถนนกรุงธนบุรี ซึ่งมีระยะความยาวอยู่ที่ 38 เมตร เป็นทางเดินมีลักษณะที่ยานพาหนะสามารถผ่านเข้าออกได้ รวมถึงยังมีการใช้งานเป็นที่จอดรถและยังมีการใช้งานเป็นสถานที่สำหรับขนถ่ายสินค้า รวมระยะเวลาที่ใช้งานเกือบ 30 ปี ซึ่งมีลักษณะการใช้งานพื้นที่พิพาทด้วยความสงบและเปิดเผย และเจตนาให้เป็นภาระจำยอม

ในขณะที่ทางฝ่ายโจทก์ได้มีการแก้ฟ้องแย้งว่า ที่ดินอันเป็นของโจทก์ซึ่งมีจำนวนอยู่ 2 แปลงนั้น มิใช่เป็นภาระจำยอมของที่ดินจำเลย โดยกรณีนี้จำเลยได้ที่ดินมาในปี 2553 รวมแล้วระยะเวลาไม่ถึง 10 ปี อีกทั้งพฤติการณ์การใช้งานดังกล่าว ตามที่จำเลยให้การมาว่าทางออกคือทางสาธารณะนั้น จำเลยมีการใช้ประโยชน์ในระยะกว้าง 5 เมตรยาว 38 เมตรเท่านั้นซึ่งมิใช่มีการใช้งานกว้างถึง 11 เมตรตามที่ฝ่ายจำเลยให้การฟ้องแย้ง ดังนั้นการที่จำเลยได้กล่าวอ้างว่ามีการใช้ทางเต็มพื้นที่จึงถือว่าผิดกับข้อเท็จจริงและมิชอบ

แต่ในการนี้ทั้งฝ่ายโจทก์ ไม่ได้มีการแก้ฟ้องแย้งในประเด็นของการที่ฝ่ายจำเลยได้ใช้ที่ดิน เป็นที่จอดรถ รวมถึงใช้เป็นที่ขนถ่ายสินค้าแต่อย่างใด ดังนั้นจึงบ่งชี้ได้ว่าโจทก์ได้ยอมรับความจริงในประเด็นนี้

นอกจากนี้ในปี 2528 จำเลยได้มีการขายที่ดินให้น้องสะใภ้ และได้ทำการขายให้ผู้อื่น จากนั้นจำเลยได้มีการซื้อที่ดินมาจากผู้อื่น ดังนั้นจะต้องนับระยะเวลาติดต่อกัน ตั้งแต่ปี 2528 ซึ่งจำเลยได้ภาระจำยอม ด้วยการใช้เผื่อเดินทางและเป็นทางสำหรับพาหนะเข้าออกมาโดยตลอด โดยปพ. พ. มาตรา 1387 ได้กำหนดเอาไว้อย่างชัดเจนว่า เพื่อประโยชน์แก่อสังหาริมทรัพย์อื่นเพื่อการประกอบอาชีพค้าขาย อันไม่ใช่การใช้ประโยชน์เพื่อสังหาริมทรัพย์ของจำเลยแต่อย่างใด ดังนั้นแม้ว่าจะมีการใช้ทางพิพาทดังกล่าว มาในระยะเวลายาวนานเพียงใดก็ตาม ก็ย่อมที่จะไม่ได้ภาระจำยอม เนื่องด้วยกฎหมายภาระจำยอมนั้น ไม่ได้มีจุดประสงค์ให้ได้รับกรรมสิทธิ์ในการครอบครองใช้ประโยชน์จากภารยทรัพย์ของผู้อื่น