ค่าทนาย ในการฟ้องแพ่ง

โดยทั่วไปแล้วไม่ว่าใครหากจำเป็นจะต้องมีการฟ้องร้องขึ้นโรงขึ้นศาล สิ่งแรกที่มักจะคำนึงถึงนั่นก็คือค่าดำเนินการในการฟ้องคดีโดยเฉพาะค่าทนาย ซึ่งอาชีพทนายนั้นถือว่าเป็นอาชีพที่มีปริมาณงานจำนวนมาก เนื่องจากในปัจจุบันคดีต่าง ๆ ที่นำขึ้นสู่การฟ้องร้องไปยังศาลทั้งคดีแพ่งและคดีอาญามีเกิดขึ้นมาก และยังมีผลผลักดันให้ค่าทนายมีราคาสูงขึ้นเช่นกัน ตราบใดที่สภาพสังคมยังมีผู้คนที่ขาดการเคารพสิทธิ์และหน้าที่ต่อกัน ตราบนั้นการละเมิดสิทธิ์รวมไปถึงการกระทำที่ผิดกฎหมายก็จะมีมากตามกันอยู่เสมอ

อีกทั้งในปัจจุบันการกระทำผิดกฎหมาย หรือการละเมิดสิทธิ์ของผู้อื่นเริ่มมีรูปแบบที่หลากหลาย และซับซ้อนมากขึ้น อันทำให้ระบบการทำงานของทนาย ก็จะต้องมีความซับซ้อนมากขึ้นด้วยเช่นกัน และอาจทำให้บางกรณีฝ่ายที่ชนะคดีไม่สามารถเรียกค่าจ้างว่าความ เอากับฝ่ายที่แพ้คดีได้

อย่างไรก็ตามการฟ้องแพ่งนั้นจะมีค่าใช้จ่ายทนาย เป็นจำนวนเงินเท่าใดนั้นก็จะต้องขึ้นอยู่กับแล้วแต่รายคดีไป คดีใดต้องใช้ระบบการทำงานมากหรือคดีใดจำเป็นต้องเสาะหาทนายที่มีความเชี่ยวชาญหรือมีค่าตัวสูง คดีนั้นก็จะต้องมีค่าใช้จ่ายสูงซึ่งยากที่จะสามารถกำหนดเป็นบรรทัดฐานได้ ว่าจะต้องมีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่

ทั้งนี้ในทุกคดีทางที่ดีแล้วควรจะต้องจบกันที่ชั้นการไกล่เกลี่ยยอมความกันเป็นดีที่สุด ซึ่งหากจำเป็นจะต้องนำคดีขึ้นสู่ศาลนั่นก็หมายถึงว่าจะต้องมีการสูญเสียค่าใช้จ่ายรวมไปถึงผลกระทบต่าง ๆ ตามมาอย่างเช่นการเสียเวลาในการทำมาหากินเป็นต้นถึงแม้ว่า จะเป็นฝ่ายที่ชนะคดีก็ตามก็ยังจะต้องเสียค่าทนายอยู่ดี ซึ่งนี่ก็เป็นอีกประเด็นสำคัญที่ควรจะนำมาพิจารณาไตร่ตรองให้ถี่ถ้วนก่อน ว่าฟ้องร้องลงไปแล้วคุ้มค่าหรือไม่

อย่างไรก็ตามหากเป็นคดีความแพ่ง ที่มีการฟ้องร้องในมูลค่าสูงที่มากกว่าค่าใช้จ่ายค่าดำเนินการในเรื่องของทนาย ก็ถือเป็นเรื่องที่คุ้มค่าจะทำการฟ้องร้อง แต่ต้องมีความมั่นใจว่าจะได้รับการชนะคดีในท้ายที่สุด แต่ก็จะต้องนำเงินส่วนที่ชนะคดีหักค่าใช้จ่ายในเรื่องของทนายด้วยตนเอง โดยที่ฝ่ายแพ้คดีอาจจะไม่ต้องรับผิดชอบในส่วนนี้ได้ และหากเป็นการฟ้องร้องที่มีโทษทางอาญาเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งมีเจตนามุ่งประสงค์ให้ผู้กระทำความผิดต้องได้รับโทษจองจำ ในกรณีนี้ศาลก็อาจจะถือได้ว่าหากมีการตัดสินลงโทษเกิดขึ้นแล้วก็ให้ถือว่า ผู้ฟ้องได้รับในสิ่งที่ต้องการแล้วซึ่งอาจไม่ได้รับการรับผิดชอบค่าคดีจากจำเลยแต่อย่างใด