ว่าด้วยเรื่องของคดีฟ้องชู้

นอกจากความรัก ความสม่ำเสมอ และความไว้ใจ ถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยประคองชีวิตคู่ให้ยืนยาวได้แล้ว แต่สิ่งที่เป็นความสำคัญไม่น้อยไปกว่านั้นนั่นก็คือ ความซื่อสัตย์ต่อกัน เพราะถือเป็นสิ่งที่จะทำให้ชีวิตคู่มีความมั่นคงมากที่สุด แต่ส่วนใหญ่แล้วถือเป็นเรื่องที่พบได้ยากสำหรับหลายคู่ เพราะเมื่ออยู่กันนาน ๆ ไปแล้วเป็นเรื่องที่อาจจะมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเกิดความเบื่อหน่าย หรือถูกยั่วยวนในทางอื่น และท้ายที่สุดอาจนำไปสู่การ คบชู้

แต่อย่างไรก็ตาม การคบชู้ แม้จะรู้ว่าเป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ แต่ก็เป็นเรื่องที่ถือว่าผิดศีลธรรมในสังคม รวมถึงยังเป็นเรื่องที่ทำร้ายทางจิตใจของผู้เป็นคู่ชีวิตอีกด้วย ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีกฎหมายคุ้มครองไว้ เพื่อความเป็นธรรมของผู้เสียหาย โดยหากยกตัวอย่างให้ผู้เสียหายเป็นภรรยา และผู้กระทำผิดเป็นสามี กับชู้สาว กฎหมายจะให้สิทธิแก่ผู้เป็นภรรยา ชอบแก่ภรรยาในการเรียกร้องค่าเสียหายหรือค่าทดแทน จากฝ่ายหญิงซึ่งมีความสัมพันธ์ในทำนองเป็นชู้กับสามีอย่างเปิดเผย

ทั้งนี้โดยมีเงื่อนไขว่าภรรยาผู้ฟ้องนั้น จะต้องเป็นผู้ที่อยู่กินร่วมกับสามีเป็นปกติและอุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกัน หรือภรรยาได้รับความเสียหาย ซึ่งนอกจากนี้ทั้งคู่จะต้องไม่มีคดีฟ้องหย่าต่อกันติดตัวอีกด้วย โดยการเรียกค่าทดแทนนั้นจะคำนวณจากความเสียหายที่ภรรยาพึงได้รับ เช่น ภรรยาเป็นผู้สำเร็จการศึกษาจากระดับมหาวิทยาลัย ฐานะอาชีพ เป็นผู้รับราชการ เป็นผู้มีเกียรติในสังคม มีบุตรร่วมกัน หรือสมรสร่วมกับสามีมาแล้วนานร่วม 10 ปี เป็นต้น

ตัวอย่าง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3596/2546

โจทก์ได้จดทะเบียนสมรสร่วมกับจำเลยที่ 1 และมีบุตรร่วมกัน ซึ่งต่อมาจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 2 และยังอยู่กินด้วยกันอย่างเปิดเผย โดยที่มิได้หย่าขาดกับโจทก์ก่อน โจทก์จึงเกิดความเสียหายและฟ้องหย่า เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรจากจำเลยที่ 1 พร้อมทั้งเรียกค่าทดแทนจากจำเลยทั้งสอง อย่างไรก็ตามแม้โจทก์ทราบว่าจำเลยทั้งสองฝ่าย ได้จดทะเบียนสมรสและอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยาแล้ว นับตั้งแต่ปี 2536 แต่ทั้งนี้จำเลยทั้งสองก็ยังคงอยู่กินร่วมกันตลอดมาจนถึงวันฟ้อง ลักษณะการกระทำของจำเลยทั้งสอง จึงถือเป็นการละเมิดต่อโจทก์ต่อเนื่องกันมายังมิได้หยุดการกระทำ เหตุนี้อายุความจึงยังไม่เริ่มนับ

จำเลยที่ 1 ได้อุปการะเลี้ยงดู ทั้งยกย่องจำเลยที่ 2 ฉันสามีภริยาอันเป็นเหตุให้ต้องหย่ากันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516(1) ซึ่งศาลพิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่ากันด้วยเหตุดังที่กล่าวมา ส่วนโจทก์จะได้รับสิทธิเรียกค่าทดแทน จากจำเลยทั้งสองได้ตามมาตรา 1523 วรรคแรก

ส่วนสิทธิของผู้เป็นบุตรผู้เยาว์นั้น จะต้องได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูจากบิดามารดา ซึ่งเป็นสิทธิของบุตรแต่ละคนจะพึงได้รับตามความสามารถของผู้มีหน้าที่ให้ ด้วยฐานะของผู้รับและพฤติการณ์แห่งคดี การที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่บุตรทั้งสองรวมกันจึงเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง