หากผู้กู้มีการเซ็นต์สัญญากู้ไว้ในช่องพยาน จะสามารถเลี่ยงความรับผิดได้หรือไม่

การทำสัญญาไม่ว่าเรื่องใดก็ตาม ล้วนเป็นส่วนที่ผู้ทำสัญญาควรต้องศึกษา ไตร่ตรองก่อนการตัดสินใจ โดยเฉพาะกับเรื่องของธุรกรรมทางการเงิน เนื่องจากกระบวนการทำสัญญานั้นถือเป็นกระบวนการที่เป็นขั้นตอนสำคัญที่สุด เพราะเป็นส่วนที่ระบุเนื้อหาใจความสำคัญไว้อย่างครบถ้วน เพราะถ้าหากละเลยไม่ให้ความใส่ใจกับกระบวนการนี้ ในภายภาคหน้าหากมีอะไรผิดพลาดขึ้นมา มันจะส่งผลกระทบต่อทรัพย์สินของคุณได้ แม้เรื่องจะไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดของคุณ  แต่อาจมีสาเหตุอันเกิดมาจาก ความต้องการเอาเปรียบของผู้ทำสัญญาที่สอดแทรกเนื้อหา เพื่อให้ตนได้เปรียบกว่า เพราะฉะนั้นการใช้เวลากับการทำความเข้าใจ ศึกษารายละเอียดในหนังสือสัญญา จึงเป็นสิ่งที่คุณไม่ควรละเลยเป็นอย่างยิ่ง

ผู้กู้ที่เซ็นต์สัญญากู้ในช่องพยาน จะต้องรับผิดตามสัญญาเงินกู้หรือไม่

ตัวอย่างคำพิพากษา ศาลฎีกาที่ 3262/2535

จำเลยทั้งสองคนได้ขอกู้ยืมเงินโจทก์ไปจริง โดยการที่จำเลยที่ 2 ซึ่งในสัญญาตอนต้นระบุว่าเป็นผู้กู้ลงลายมือชื่อในช่องพยาน และจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้ โดยไม่มีชื่อเป็นผู้กู้ในตอนต้นของสัญญา ไม่ทำให้เอกสารดังกล่าวไม่ใช่หลักฐานแห่งการกู้ยืม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคแรก ด้วยเหตุนี้จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดตามข้อความในเอกสารดังกล่าวกำกับไว้

เหตุผลของคำวินิจฉัยของศาล

ศาลฎีกาได้วินิจฉัยว่า “ข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันทำสัญญากู้ยืมเงินจำนวน 10,000 บาท จากโจทก์ โดยจำเลยที่ 2 ได้ซื้ออวนจากโจทก์เป็นเงิน 6,000 บาท แต่ไม่มีเงินชำระจึงได้ทำสัญญากู้ให้ไว้ และในวันทำสัญญาภริยาจำเลยที่ 2 ได้รับเงินจากโจทก์อีก 4,000บาท แต่ในหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 จำเลยที่ 1ไม่มีชื่อเป็นผู้กู้ แต่ได้ลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้ ส่วนจำเลยที่ 2 มีชื่อเป็นผู้กู้ แต่ได้ลงลายมือชื่อในช่องพยาน คงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า หนังสือสัญญากู้ยืมเงินตามเอกสารหมาย จ.1 เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน ซึ่งจะนำมาใช้ฟ้องบังคับให้ชำระหนี้ได้ หรือไม่เห็นว่าเมื่อจำเลยทั้งสองกู้ยืมเงินโจทก์ไปจริง การที่จำเลยที่ 2 ซึ่งในสัญญาตอนต้น ระบุว่าเป็นผู้กู้ลงลายมือชื่อในช่องพยานและจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้ โดยไม่มีชื่อเป็นผู้กู้ในตอนต้นของสัญญา หากทำให้เอกสารดังกล่าวไม่ใช่หลักฐานแห่งการกู้ยืม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคแรก จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดตามข้อความในเอกสารดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา มาต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

สรุปแล้ว

ผู้กู้ที่มีการกระทำผิดต่อข้อสัญญา แม้มีการเซ็นสัญญากู้ยืมในช่องพยาน ก็ยังต้องรับผิดอยู่ดี