โอที (OT)คืออะไร?

เพราะภาระค่าใช้จ่ายของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน บางคนก็มีรายจ่ายน้อยบางคนก็มีรายจ่ายมากต่อเดือน หรือบางครั้งก็อาจมีเหตุใช้จ่ายเร่งด่วนจนทำให้ต้องทำงานมากขึ้น ซึ่งหนึ่งในตัวเลือกของลูกจ้างหรือพนักงานบริษัท ที่จะช่วยจัดการกับปัญหานี้ได้นอกจากการกู้ยืมเงินก็คือการเพิ่มเวลางานหรือการ ทำโอที อันเป็นการเพิ่มระยะการทำงานเดิมเพื่อเพิ่มจำนวนรายได้ให้มากขึ้นในระยะสั้น

OT (Overtime) มีศัพท์ในการเรียกมากมายทั้งศัพท์ทางการและศัพท์ในฐานความเข้าใจ ไม่ว่าจะ “ทำโอที”, “ทำโอ” หรือ “ค่าล่วงเวลา” ซึ่งการทำงานในลักษณะนี้จะต้องเป็นไปโดยความประสงค์ของลูกจ้างในการขออนุญาต และติดต่อเพื่อให้นายจ้างรับทราบ  พร้อมจดบันทึกก่อนการเริ่มปฎิบัติงาน โดยการทำงานในลักษณะนี้จะมีด้วยกัน 3 แบบหลัก ๆ คือ การทำงานในวันปกติ (ค่าล่วงเวลาในวันทำงานปกติ) การทำงานเพิ่มในวันหยุด (ค่าล่วงเวลาในวันหยุด) และการทำงานในวันหยุด (ค่าทำงานในวันหยุด)

หมายเหตุ

คนส่วนใหญ่มักจะเหมารวม เรียกค่าทำงานในวันหยุดว่า OT ซึ่งความจริงแล้วหากให้ถูกต้องการทำงานในลักษณะนี้จะต้องเรียกว่า “ค่าทำงานในวันหยุด”

การคิดค่าล่วงเวลา

หากมีการทำงาน มากกว่าเวลาทำงานปกติ นายจ้างจะต้องจ่ายเงินเพิ่มให้แก่ลูกจ้างคิดเป็นจำนวน 1.5 เท่าของค่าจ้างต่อชั่วโมง

นายจ้างสามารถบังคับให้ลูกจ้างทำโอทีได้หรือไม่ ?

อย่างที่กล่าวไปในข้างต้นว่าการทำโอทีนั้น เป็นสิ่งที่จะเป็นไปตามความประสงค์ของลูกจ้างเอง เพราะฉะนั้นนายจ้างจึงไม่มีสิทธิ์บังคับให้ลูกจ้างทำงานเพิ่ม เพื่อแลกกับเงินที่มากขึ้นได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่มีกฎหมายคุ้มครองไว้ ซึ่งการวานขอทำงานของนายจ้างลูกจ้างจะต้องยินยอมโดยสมัครใจเป็นครั้ง ๆไป ยกเว้นกรณีงานจำเป็นต้องมีความต่อเนื่อง ไม่สามารถขาดตอนได้เนื่องจากจะเกิดความเสียหายแก่งาน หรืออาจเป็นงานฉุกเฉินที่ไม่ทันตั้งตัว ทั้งนี้หากในกรณีที่ไม่มีระบุเอาไว้ในข้อยกเว้นโดยเนื้อหาตามกฏหมาย หากนายจ้างฝ่าฝืนจะต้องมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือ ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 24 ประกอบมาตรา 144

นอกจากนี้กฎหมายคุ้มครองแรงงานยังได้ระบุอีกว่า แม้งานล่วงเวลา จะเป็นไปตามที่ลูกจ้างยินยอมสมัคใจ รวมถึงตัวนายจ้างก็แสดงความพร้อมในการจ่ายค่าล่วงเวลาให้ก็ตาม แต่การทำงานนั้นจะต้องมีระยะเวลาการทำงานที่คำนวณแล้วจะต้องไม่เกินสัปดาห์ละ 36 ชั่วโมง เพื่อความปลอดภัยทางสุขภาพของลูกจ้าง และหากนายจ้างมีการฝ่าฝืนบังคับหรืออนุญาติยินยอมจะถือเป็นความผิดตามกฎหมายแรงงานด้วยเช่นกัน อีกทั้งหากพิสูจน์ทราบได้ว่ามีพฤติกรรมการบังคับในทางอ้อม โดยยกเอาสิ่งหนึ่งสิ่งใด มาเป็นข้อบีบให้ลูกจ้างต้องทำโอที นายจ้างก็อาจจะมีความผิดได้ด้วยเช่นกัน