ประกันสังคมเพื่อชาว ฟรีแลนซ์ กับ 3 ทางเลือกแล้วแต่ความสะดวก

งานอิสระหรืองานฟรีแลนซ์ เป็นสายการประกอบอาชีพที่มีรูปแบบอย่างอิสระ โดยส่วนใหญ่ผู้คนมักจะคิดกันว่าสายงานนี้เป็นสายงานที่เสียเปรียบงานประจำ ตรงเรื่องสิทธิคุ้มครอง แต่คุณรู้หรือไม่ว่าในขณะนี้ ผู้ประกอบอาชีพทั้งสายงานอิสระหรือฟรีแลนซ์ สามารถรับสิทธิคุ้มครองจากภาครัฐได้แล้ว ด้วยการสมัครประกันสังคมตามมาตรา 40 อันเป็นสวัสดิการจากภาครัฐ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของคนยุคใหม่ ที่มีช่องทางการประกอบอาชีพให้เลือกหลากหลายมากยิ่งขึ้น

ประกันสังคมมาตรา 40 นี้ จัดทำขึ้นเพื่อคอยสนับสนุนแก่ผู้ที่ประกอบอาชีพแบบพึ่งพาตนเอง โดยไม่ได้เป็นมนุษย์เงินเดือน ได้มีสวัสดิการสำหรับคุ้มครองตนเอง ซึ่งการจะเข้าถึงประกันสังคมนี้ ภาครัฐได้มีตัวเลือกมาให้ผู้สนใจได้เลือกข้อเสนอกัน 3 ทางเลือกด้วยกัน ได้แก่

ทางเลือกที่ 1 เลือกจ่ายเงินสมทบ 100 บาทต่อเดือน ( ผู้ประกันตนจ่ายเองแค่ 70 บาท ส่วนรัฐสนับสนุนออกให้ 30 บาท )

โดยวิธีนี้ผู้ประกันตน จะได้รับสิทธิช่วยเหลือ 3 กรณี คือ

1.ประสบอันตราย หรือ เจ็บป่วย

  • ในกรณีที่แพทย์สั่งหยุดงานในระยะเวลา 1-2 วัน ผู้ประกันตนจะได้รับเงินชดเชยวันละ 50 บาท ( สูงสุดได้ไม่เกิน 3 ครั้งต่อปี )
  • เมื่อผู้ประกันตนเจ็บป่วยแต่ไม่ถึงขั้นต้องนอนโรงพยาบาล แต่แพทย์มีการสั่งให้หยุดงานเพื่อพักฟื้น ณ บ้านของตนเป็นระยะเวลา 3 วันขึ้นไป ผู้ประกันตนจะได้รับเงินชดเชยเป็นจำนวนวันละ 200 บาท ( สูงสุดได้ 30 วันต่อปี )
  • ผู้ประกันตน จะได้รับเงินชดเชยเมื่อขาดรายได้จากกรณีเจ็บป่วย และในกรณีที่ผู้ประกันต้องนอนโรงพยาบาลอย่างน้อย 1 วัน รัฐจะออกเงินชดเชยให้เป็นจำนวน 300 บาทต่อวัน ( สูงสุดได้ 30 วันต่อปี )

2.ทุพพลภาพ

ผู้ประกันตนจะได้รับเงินชดเชยจากการขาดรายได้เมื่อทุพพลภาพ ในจำนวน 500-1,000 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา รวม 15 ปี ( จำนวนเงินที่ได้รับในแต่ละเดือนจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาจ่ายเงินสมทบก่อนกลายเป็นผู้ทุพพลภาพ )

3.เสียชีวิต

เมื่อเสียชีวิตจะได้รับเงินค่าทำศพ 20,000 บาท และได้รับเงินสงเคราะห์อีกเป็นจำนวน 3,000 บาท เมื่อจ่ายเงินสมทบก่อนเสียชีวิตครบ 60 เดือนขึ้นไปแล้ว
ทางเลือกที่ 2 เลือกจ่ายเงินสมทบ 150 บาทต่อเดือน ( ผู้ประกันตนจ่ายเองแค่ 100 บาท ส่วนรัฐสนับสนุนออกให้ 50 บาท )

โดยวิธีนี้ผู้ประกันตน จะได้รับสิทธิช่วยเหลือ 4 กรณี คือ

(ข้อ1 ข้อ2 และ ข้อ3)กรณีประสบอันตราย หรือ เจ็บป่วย, กรณีทุพพลภาพ, กรณีเสียชีวิต
ผู้ประกันตนตามมาตรา 40 ในทางเลือกนี้ จะได้รับสิทธิประโยชน์ในด้านการขอเงินชดเชย ทั้งใน กรณีประสบอันตราย-เจ็บป่วย กรณีทุพพลภาพ และค่าทำศพและเงินสงเคราะห์เมื่อผู้ประกันเสียชีวิต ซึ่งรายละเอียดนั้นจะเหมือนกับผู้ประกันตนทางเลือกที่ 1 ทุกประการ

4.ชราภาพ ( เงินบำเหน็จ )

ผู้ประกันตน จะได้รับเป็นบำเหน็จเงินก้อน พร้อมผลตอบแทน ( ดอกเบี้ย ) และ ในกรณีที่ผู้ประกันต้องการเงินก้อนไว้ใช้ในยามเกษียณมากกว่าเดิม ผู้ประกันสามารถจ่ายเงินสมทบเพิ่มเติมได้ โดยทำได้สูงสุดไม่เกิน 1,000 บาทต่อเดือน
ทางเลือกที่ 3 เลือกจ่ายเงินสมทบ 450 บาทต่อเดือน ( ผู้ประกันตนจ่ายเองแค่ 300 บาท ส่วนรัฐสนับสนุนออกให้ 150 บาท )

โดยวิธีนี้ผู้ประกันตน จะได้รับสิทธิช่วยเหลือ 5 กรณี คือ

1.ประสบอันตราย หรือ เจ็บป่วย

  • ในกรณีที่แพทย์สั่งหยุดงานในระยะเวลา 1-2 วัน ผู้ประกันตนจะได้รับเงินชดเชยวันละ 50 บาท ( สูงสุดได้ไม่เกิน 3 ครั้งต่อปี )
  • เมื่อผู้ประกันตนเจ็บป่วยแต่ไม่ถึงขั้นต้องนอนโรงพยาบาล แต่แพทย์มีการสั่งให้หยุดงานเพื่อพักฟื้น ณ บ้านของตนเป็นระยะเวลา 3 วันขึ้นไป ผู้ประกันตนจะได้รับเงินชดเชยเป็นจำนวนวันละ 200 บาท ( สูงสุดได้ 90 วันต่อปี )
  • ผู้ประกันตน จะได้รับเงินชดเชยเมื่อขาดรายได้จากกรณีเจ็บป่วย และในกรณีที่ผู้ประกันต้องนอนโรงพยาบาลอย่างน้อย 1 วัน รัฐจะออกเงินชดเชยให้เป็นจำนวน 300 บาทต่อวัน ( สูงสุดได้ 90 วันต่อปี )
  • สามารถใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพ (บัตรทอง) 30 บาท เพื่อขอค่ารักษาพยาบาลจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้

2.ทุพพลภาพ

ผู้ประกันตนจะได้รับเงินชดเชยจากการขาดรายได้เมื่อทุพพลภาพ ในจำนวน 500-1,000 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา รวม 15 ปี ( จำนวนเงินที่ได้รับในแต่ละเดือนจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาจ่ายเงินสมทบก่อนกลายเป็นผู้ทุพพลภาพ )

3.ชราภาพ (เงินบำเหน็จ)

ผู้ประกันตน จะได้รับเป็นบำเหน็จเงินก้อน พร้อมผลตอบแทน ( ดอกเบี้ย ) และ เมื่อทันทีที่มีการส่งเงินสมทบครบ 180 เดือนขึ้นไป ผู้ประกันจะได้รับเงินเพิ่มอีกในจำนวน 10,000 บาท

4.เสียชีวิต

เมื่อเสียชีวิตจะได้รับเงินค่าทำศพ 20,000 บาท และ รวมถึงยังได้รับเงินสงเคราะห์อีกเป็นจำนวน 3,000 บาท เมื่อผู้ประกันจ่ายเงินสมทบก่อนเสียชีวิตครบ 60 เดือนขึ้นไปแล้ว

5.กรณีสงเคราะห์บุตร

ผู้ประกันตนทางเลือกที่ 3 จะได้รับเงินเป็นจำนวน 200 บาทต่อเดือนต่อบุตร 1 คน ซึ่งจะได้คราวละไม่เกิน 2 คน โดยสามารถรับสิทธินี้ได้เมื่อบุตรแรกเกิดและมีอายุครบ 6 ปี
และนี่ก็คือทั้งหมดของ ประกันสังคมสำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระหรือฟรีแลนซ์ ที่มีช่องทางการเลือกความคุ้มครอง ถึง 3 ทางเลือก แล้วแต่ความสะดวกของแต่ละบุคคล ที่มีฐานะ รายได้ รวมถึงความเป็นอยู่ที่ต่างกัน