แจ้งความเท็จ

การแจ้งความเท็จถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้โดยง่ายสำหรับผู้ที่มีความประมาทและชะล่าใจ ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งจากการแจ้งความเท็จเพื่อหวังผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับตน และเกิดขึ้นได้ทั้งการแจ้งความเท็จเพื่อมุ่งสู่การใส่ร้ายผู้อื่นโดยเฉพาะในสังคมที่มีการข่าวยิงใส่ร้ายกันเกิดขึ้นหรือมีเป้าประสงค์อื่นในทางหวังผลอันเป็นประโยชน์แก่ตน อย่างไรก็ตามนั้นโทษที่ตามมามักจะเป็นเรื่องที่ผู้กระทำมักขาดการศึกษาถึงผลที่จะต้องเผชิญในท้ายที่สุด และอาจมีบางรายที่คิดว่าจะไม่มีความผิดทำให้เกิดความเข้าใจในการให้ร้ายผู้อื่น หรือหยิบยกมูลเหตุเพียงเล็กน้อยที่ยังไม่แน่ชัดมาบิดเบือน

อย่างไรก็ตามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 137 ได้ระบุไว้ว่าหากผู้ใดแจ้งความอันเป็นเท็จแก่เจ้าหน้าที่พนักงาน ซึ่งการแจ้งความเท็จนั้นอาจนำมาซึ่งการทำให้ผู้อื่นเสียหายคนที่แจ้งความเท็จนั้นต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท

เนื้อหาของกฏหมายสรุปได้คร่าว ๆ มีดังนี้

1.พฤติการณ์แห่งการแจ้งความเท็จนั้นสามารถพิจารณาได้จากการกระทำเช่นการแจ้งความเท็จที่บอกแจ้งกับเจ้าพนักงาน ด้วยข้อมูลที่ไม่เป็นจริง หรือว่ามีการตอบคำถามของเจ้าพนักงานด้วยคำตอบที่เป็นเท็จ รวมไปถึงการให้การเท็จในฐานะเป็นพยาน หรือการนำเอกสารหลักฐานที่ไม่ถูกต้องนำมาแสดงเช่นการนำเอกสารที่มีการปลอมแปลงมาแสดง นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการแจ้งความเท็จประเภทที่แม้ไม่มีการใส่ร้ายต่อผู้อื่นแต่หวังผลต่อประโยชน์ของตน เช่นการยื่นทำเรื่องทางกฏหมายโดยใช้หลักฐานและเอกสารปลอมหรือเรื่องปลอมขึ้นเพื่อให้หน่วยงานทางราชการออกสิทธิประโยชน์หรือรับรองสถานะทางกฎหมายใดๆให้แก่ตนอย่างขัดต่อข้อกฎหมาย

2.ความผิดฐานแจ้งความเท็จบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ได้ รวมไปถึงการแจ้งความเท็จกระทำโดยผ่านผู้แทนนิติบุคคลไม่ว่าจะเป็นบุคคลในตำแหน่งใดๆที่มีอำนาจในการจัดการแทนอย่างเช่นกรรมการผู้มีอำนาจจัดการแทนของนิติบุคคลเป็นต้น

3.กฎหมายการแจ้งความเท็จจะครอบคลุมเฉพาะจริงข้อเท็จจริงที่อ้างอิงถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต หรือในปัจจุบันโดยหากเป็นการให้ข้อมูลอันเป็นเท็จเกี่ยวกับเหตุการณ์ในอนาคตนั้นถือเป็นการคาดการณ์มันไม่ถือว่าเป็นการแจ้งความเท็จ

4. ในกรณีที่จะถือว่ามีความผิดตาม ป.อ.. พ. มาตรา 137 ได้นั้น จะต้องพิจารณาจากการใช้ข้อความอันเป็นเท็จที่มีการแจ้งแก่เจ้าพนักงานที่มีอำนาจหน้าที่ของการรับเรื่องที่แจ้งความ รวมไปถึงผู้รับแม่ที่มอบหมายจากผู้บังคับบัญชาเท่านั้นจึงจะถือว่าเป็นการแจ้งความเท็จที่ผิดต่อกฎหมาย แต่หากเป็นการให้ข้อมูลอันเป็นเท็จแก่บุคคลหรือเจ้าพนักงานอื่นที่ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการรับรองเรื่องราวของข้อมูลนั้นบันทึกจัดเก็บไว้มีผลต่อทางราชการเช่นการบอกต่อบุคคลอื่นทั่วไปในกรณีนี้ไม่ถือว่าผิดข้อกฎหมายแจ้งความเท็จแต่อาจจะผิดต่อข้อกฎหมายอื่นๆพิจารณาเป็นรายกรณีไป

5. การแสดงความคิดเห็นหรือการคาดคะเนเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตไม่รู้เป็นการแจ้งความเท็จเพราะไม่ใช่การยืนยันข้อเท็จจริง

6. ตามประมวล ฎ.1329/2529 การพิจารณาถึงข้อมูลเท็จที่อาจทำให้ประชาชนเกิดความเสียหาย ไม่จำเป็นจะต้องเกิดความเสียหายขึ้นแล้วก็ได้แต่หากสิ่งนั้นแก่การจะทำให้ประชาชนเกิดความเสียหายก็ถือว่ามีความผิดในฐานแจ้งความเท็จ

7. สิ่งที่จะถือว่าเป็นการแจ้งความเท็จนั้นผู้แจ้งจะต้องมีพฤติการณ์ที่แจ้งโดยที่รู้ว่าข้อเท็จจริงนั้นเป็นสิ่งไม่จริงแต่ยังไม่แจ้งซึ่งจะต้องมีการอ้างอิงถึงหลักฐานที่พิสูจน์ได้ว่ามีความไม่รู้โดยแท้จริงมันไม่ใช่มาจากการกล่าวอ้างลอยๆว่าไม่รู้โดยหากพิสูจน์ได้ว่าผู้แจ้งไม่ได้มีเจตนาและกระทำการไปโดยไม่รู้จริงๆ และมีความเข้าใจว่าข้อความอันเป็นเท็จนั้นเป็นจริงอย่างบริสุทธิ์ใจจริงๆก็ให้ถือว่าผู้แจ้งไม่มีเจตนา