คำว่าประชาธิปไตย หมายถึงอะไร ?

ในความเข้าใจเบื้องต้นของประชาชนทั่วไป สำหรับคำว่าประชาธิปไตยนั้น ส่วนใหญ่มักจะนึกถึงความหมายของการเป็นรูปแบบการปกครอง ซึ่งมีประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย มีการเลือกตั้งผู้นำโดยอาศัยหลักตามมติเสียงข้างมาก อีกทั้งประชาชนยังจะต้องได้รับสิทธิเสรีภาพอย่างเท่าเทียมกัน ตามบทบัญญัติขอบเขตของกฎหมาย ซึ่งหากจะพิจารณาโดยผ่านตัวบทแล้ว ประชาธิปไตยหมายถึงดังนี้

หากพิจารณาจากส่วนประกอบของคำว่าประชาธิปไตย ในส่วนของคำว่า “ประชา” หมายถึงประชาชนในปริมาณระดับการรวมตัวซึ่งเรียกได้หลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นหมู่คนหรือปวงชน ในขณะที่คำว่า “อธิปไตย” นั้นจะหมายความถึงลักษณะของความเป็นใหญ่  และเมื่อคำสองคำระหว่างคำว่าประชาและคำว่าอธิปไตยได้มารวมกัน ก็จะหมายถึงความเป็นใหญ่ของปวงชนนั่นเอง

นอกจากนี้หากจะอ้างอิงตาม พจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน ได้กำหนดความหมายเอาไว้ว่า ประชาธิปไตยก็คือรูปแบบการปกครองที่ถือมติของปวงชนเป็นใหญ่ ซึ่งเมื่อแปลความดังนี้แล้ว ประชาธิปไตยในที่นี้ก็จะหมายถึงระบอบการปกครอง ที่อาศัยเสียงข้างมากของประชาชนพลเมืองในการเลือกผู้นำ และรัฐบาลที่บริหารประเทศก็จะบริหารผ่านอำนาจรัฐ อันมาจากเสียงข้างมากของประชาชน

ประชาชนซึ่งอยู่ในบทบาทของพลเมือง สามารถใช้อำนาจได้ทั้งแบบโดยตรง และแบบใช้ผ่านผู้แทนอันมีหน้าที่ได้รับมอบหมาย เป็นประชามติให้ใช้อำนาจแทนได้ และหากจะอ้างอิงตามคำนิยามของ อับราฮัมลินคอล์น ซึ่งเป็นอดีตประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา ได้เคยให้คำนิยามเอาไว้ว่า “ประชาธิปไตยก็คือการปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน”

ประชาธิปไตยนั้นจะแบ่งได้ออกเป็น 2 ประเภทดังนี้

  1. 1. ประชาธิปไตยทางอ้อม อันมีลักษณะของการปกครองที่อาศัยกลไกการเลือกผู้แทนของประชาชนให้ไปทำหน้าที่ในรัฐสภา โดยการได้มาซึ่งผู้แทนของประชาชนนั้นจะได้มาโดยระบบการเลือกตั้ง ซึ่งจะเลือกคัดเอาจากผู้ที่ได้รับคะแนนเสียงมากกว่า เป็นมาตรฐาน นอกจากจะใช้การเลือกตั้งในการเลือกหาผู้แทนได้แล้ว ยังอาจใช้วิธีการสรรหาตามข้อกำหนดที่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญ โดยที่ประชาชนจะต้องมีส่วนร่วมในการสรรหา อีกทั้งยังสามารถใช้กลไกของการกำหนดผู้แทนอันมาจากพรรคการเมือง เป็นฝ่ายเลือกสรรมาให้ประชาชนเลือก หรือจะใช้วิธีต่าง ๆ มาผสมกัน หากกระบวนการวิธีนั้นได้รับมติเห็นชอบแล้วจากประชาชน
  2. ประชาธิปไตยในแบบทางตรง จะมีลักษณะที่ประชาชนเข้ามามีบทบาทส่วนร่วมในการตัดสินใจการดำเนินการต่าง ๆได้โดยตรง ซึ่งไม่ต้องให้ผู้แทนมาดำเนินการแทนให้ อย่างไรก็ตามประชาธิปไตยในแบบทางตรงนั้น ไม่เป็นที่นิยมแพร่หลายในปัจจุบันมากนัก อันเนื่องมาจากต้องใช้กระบวนการในการพิสูจน์คะแนนเสียง ที่ต้องใช้ขั้นตอนซับซ้อนยุ่งยากและใช้เวลานานโดยอาจไม่เท่าทันต่อสถานการณ์บางสถานการณ์ ดังนั้นประชาธิปไตยในแบบทางตรงนั้นมักจะใช้ได้คล่องตัวกับปริมาณของพลเมืองในระดับชุมชน หรือกลุ่มคนที่มีปริมาณเหมาะสมเท่านั้น