ภาษีมูลค่าเพิ่มคือ

สิ่งจำเป็นที่สุดของการที่พลเมืองจะเกิดการอยู่ร่วม ก่อสร้างสังคมและสาธารณูปโภคต่าง ๆไว้ใช้ร่วมกัน ปัจจัยที่จะขาดไม่ได้เลยนั่นก็คือทรัพยากรเงินทุนที่จะต้องนำมาใช้จ่ายในสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นเรื่องสำคัญของประเทศ และการทำให้ได้มาซึ่งทรัพยากรเงินทุนนั้นมา จึงจำเป็นที่จะต้องมีระบบภาษี โดยภาษีนั้นจะมีการจัดเก็บจากบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล เพื่อระดมเงินทุนนำไปพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าขึ้น ซึ่งทุกการเสียภาษีของประชาชนนั้น จะย้อนกลับมาเป็นประโยชน์ต่อประชาชน ไม่ว่าจะเป็นสิ่งอำนวยความสะดวก สิ่งอำนวยความมั่นคง รวมไปถึงเงินเดือนของข้าราชการของรัฐ และปัจจับขับเคลื่อนอันนำมาซึ่งรายได้ของเอกชนที่จะทำให้เกิดการจ้างงาน

ภาษีมูลค่าเพิ่ม หมายถึงภาษีจากหนึ่งในห้าประเภท ที่หน่วยงานราชการได้รับการกำหนดหน้าที่จากรัฐบาล ให้ทำการจัดเก็บจากประชาชนที่เข้าข้อกำหนดในการจ่ายภาษี ซึ่งระบบการจัดเก็บของภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น จะมีรูปแบบการจัดเก็บแบบทางอ้อม โดยจะนำไปเก็บจากมูลค่าราคาของผลิตภัณฑ์สินค้ารวมไปถึง มูลค่าจากการให้บริการต่าง ๆ ซึ่งผู้ประกอบการหรือผู้ผลิตสินค้านั้นจะบวกราคาลงไป เป็นกระบวนการที่นำไปจัดเก็บจากลูกค้าอีกต่อหนึ่ง แล้วนำภาษีส่วนนั้นจัดส่งให้กับรัฐบาล

โดยการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น จะมีขอบเขตในการจัดเก็บที่กว้างและสามารถจัดเก็บได้โดยอัตโนมัติแผ่ควบคุมไปทุกการผลิตและการจำหน่ายรวมถึงทุกการให้บริการ ทั้งนี้ผู้ที่มีหน้าที่ต้องเข้าระบบการต้องชำระอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น จะกำหนดจากผู้ประกอบการ ผู้ผลิต ผู้นำเข้า รวมไปถึงทั้งผู้ส่งออกและ ผู้ขายส่ง ผู้ขายปลีก

นอกจากนี้ภาษีมูลค่าเพิ่ม จะเป็นภาษีที่จัดเก็บกับผู้บริโภคโดยไม่จำกัดว่า ผู้บริโภคนั้นจะเป็นผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าที่ผลิตจากภายในประเทศ หรือต่างประเทศ หรือเป็นผู้รับบริการในลำดับสุดท้าย ซึ่งในปัจจุบันนี้ตามข้อกำหนดได้ระบุอัตราการจัดเก็บเอาไว้ที่ 7% ในขณะที่ทำการซื้อสินค้าหรือมีขั้นตอนการเรียกเก็บภาษีขาย 7% ซึ่งจะต้องให้ผู้ประกอบการจัดทำบัญชี และนำส่งพร้อมทั้งชำระภาษีทุกสิ้นเดือน โดยการคำนวณจากการนำภาษีขายมาเข้าระบบการคำนวณหักลบ

ซึ่งส่วนต่างที่ต้องจ่ายเป็นภาษีนั้น ผู้ประกอบการจะอยู่ในสถานะลูกหนี้ของผู้จัดเก็บภาษีหรือสรรพากร และหากภาษีขายมีอัตราที่มากกว่าภาษีซื้อ ผู้ประกอบการรายนั้นก็จะมีสถานะเป็นเจ้าหนี้ของสรรพากรไปโดยปริยาย
อย่างไรก็ตาม ตามประมวลกฎหมายของประเทศไทย แท้จริงแล้วอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มได้ถูกกำหนดไว้ที่อัตรา 10% แต่ทว่าในปี พ.ศ. 2540 ตั้งแต่นั้นมาได้มีมาตรการยืดหยุ่น และคงระดับภาษีเอาไว้ที่ 7% ประกาศโดยคณะรัฐมนตรีนำยื่นพระราชกฤษฎีกา เพื่อลดภาษีมูลค่าเพิ่มให้เหลือในอัตรา 7% นอกจากนี้ยังได้มีการกระจายรายได้จากภาษี โดยจะนำสัดส่วนจากหนึ่งในเก้าที่เก็บได้ นำไปแบ่งสรรให้กับหน่วยงานปกครองท้องถิ่นด้วย